ศาลาว่าการกลาโหมปัจจุบัน ในอดีตคือโรงทหารหน้าซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปิด เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๒๗
เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เพื่อให้อนุชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของโบราณสถานแห่งนี้ และร่วมกันดูแลรักษาต่อไปในอนาคต จึงขอนำประวัติการสร้าง โรงทหารหน้า ซึ่งเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีบันทึกไว้ในไดอารี และได้รวบรวมข้อมูลตีพิมพ์ในหนังสือ ประวัติของจอมพล และมหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง - ชูโต) รวบรวมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี บันทึกไว้ในไดอารีและได้รวบรวมข้อมูลตีพิมพ์ในหนังสือ "ประวัติของจอมพลและมหาอำมาตย์เอก"
>>สร้างโรงทหารหน้า (กระทรวงกลาโหม)*
เมื่อทหารสมัครกลับเข้ามารับราชการตามเดิมมีจำนวนมาก แต่ที่พักอาศัยจะควบคุมทหารให้อยู่ได้เป็นปกติเรียบร้อยนั้นหายาก เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ผู้บังคับการทหารหน้า จึงคิดเห็นว่าถ้าจะควบคุมและเลี้ยงดูทหารมากมายดังนี้ จำต้องทำที่อยู่ให้แข็งแรงมิดชิด พวกทหารจะได้อยู่ในความปกครองควบคุมให้เป็น ระเบียบเรียบร้อยได้ จึงได้เที่ยวตรวจตราดูทำเลที่ทางว่าจะมีที่ใดซึ่งสมควรจะสร้างเป็นโรงทหารหน้าต่อไปได้บ้าง จึงเห็นที่ฉางหลวงเก่า สำหรับเก็บเข้า เมื่อขณะเกิด ทัพศึกมีอยู่ ๗ ฉาย แต่ทว่าปรักหักพักทั้งไม้ก็ผุหมดแล้ว พื้นก็หามีไม่ ต้นไม้และเถาวัลลิ์ขึ้นปกคลุมจนมิดฉางหมด ทั้งรอบบริเวณที่นั้นก็มีวังเจ้านายอยู่หลายกรม แต่วังเหล่านั้นก็ทรุดโทรมหมดแล้วทุก ๆ แห่ง ในเขตต์เหล่านี้มีบริเวณจดไปถึงศาลเจ้าหลักเมือง จนถึงสะพานช้างโรงสี (การที่เรียกสะพานช้างโรงสี ก็เพราะ หมายความว่า ที่ตรงนั้นเป็นฉางหลวงสำหรับพระนครและมีโรงสีเข้าอยู่ด้วย) ที่นี่ตั้งเป็นกรมยุทธนาธิการ และที่ว่าการกระทรวงกลาโหมอยู่ในเวลานี้ เนื้อที่ทั้งหมด
ยาว ๕ เส้น กว้าง ๓ เส้น ๑๐ วา เห็นว่าเป็นที่เหมาะสำหรับจะตั้งเป็นโรงทหารหน้าได้ จึงได้ช่างถ่ายรูปฉางเข้าหลวง และที่วังทรุดโทรมทุก ๆ แห่ง กะสะเก็ดแผนที่ ด้วยเส้นดินสอตามที่เจ้าหมื่นไวยวรนารถต้องการ และคิดว่าจะทำโรงทหารหน้าที่ทหารอยู่ได้ ๔ หมู่ เป็นกองทัพน้อย ๆ เพื่อจะได้รักษาความสงบในพระนคร จึงเรียกตัวนายกราซี ซึ่งเป็นนายช่างรับเหมาในการก่อสร้างทั้งชั้นให้มาหาเจ้าหมื่นไวยวนารถ จึงชี้แจงให้นายกราซีเข้าใจความประสงค์ทุกประการ และสั่งให้ นายกราซีทำแปลนตึกมา ๒ ชนิด แปลน ๑ เป็นตึก ๒ ชั้น อีกแปลน ๑ เป็นตึก ๓ ชั้น ทั้งให้งบประมาณการที่จะก่อรากทำให้แน่นหนา ใช้เป็นตึกหลาย ๆ ชั้นได้ด้วย นายกราซีได้ทำแปลนและเขียนรายการ พร้อมทั้งงบประมาณการก่อสร้างมายื่นให้ผู้บังคับการตามคำสั่งทุกประการ เจ้าหมื่นไวยวรนารถได้นำแปลนตึก ๒ ชั้น พร้อมทั้งรูปฉายฉางเข้า กับราคางบประมาณของตึกประมาณ ๕,๐๐๐ ชั่ง (๔๐๐,๐๐๐บาท) นำขึ้นทูลเกล้าถวายก่อน และได้กราบบังคมทูลชี้แจง ความตามเหตุที่จำเป็นทุก ๆ อย่าง เมื่อได้ทรงทอดพระเนตร์แบบแปลนนั้นตลอดแล้ว จึงมีพระกระแสรับสั่งแก่เจ้าหมื่นไวยวรนารถว่า
เวลานี้เงินของแผ่นดินก็ได้น้อย แต่ทว่าเป็นความจำเป็นจริงแล้วข้าก็จะยอมตามความคิดของเจ้า ให้เจ้าจัดแจงทำสัญญากับนายกราซีเสีย เพื่อจะได้ลงมือทำทีเดียว แต่ข้าจะต้องเอารูปถ่ายฉางเข้า และวังเจ้านายที่ทรุดโทรมนี้ไว้ก่อน เพื่อจะได้ปรึกษาหารือกับกรมสมเด็จท่านดูด้วย ถ้าเผื่อว่าท่านทรงขัดขวางไม่ทรงยินยอมและเห็นชอบด้วยแล้ว จะได้เอารูปถ่ายนี้ ถวายให้ทอดพระเนตร์และทูลชี้แจงให้เข้าพระทัย"
อยู่มาอีกไม่กี่วัน เจ้าหมื่นไวยวรนารถก็นำแปลนตึก ๓ ชั้น และงบประมาณเข้าไปอีก เพื่อทูลเกล้า ฯ ถวาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตร์เห็นเจ้าหมื่นไวยวรนารถถือแปลนเข้าไปก็มีพระราชดำรัสรับสั่งถามว่า "นั้นเจ้าเอาแปลนอะไรมาอีกละ?" เจ้าหมื่นไวยวรนารถคลี่เอาแปลนตึก ๓ ชั้น ให้ทอดพระเนตร์ และกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า "ที่ซึ่งอยู่ในพระนครกว้างใหญ่เท่าที่กะมานี้หายากเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นแล้ว ที่ดินก็จะมีราคาสูงขึ้นอีกมาก ข้าพระพุทธเจ้า มีความเสียดายยิ่งนัก ทั้งที่นี้ก็เป็นที่ในกำแพงพระนครด้วย ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้สั่งให้นายกราซี เขียนแบบแปลนเป็นตึก ๓ ชั้นขึ้น หวังว่าจะบรรจุทหารให้มากขึ้น ให้เต็มพร้อมมูลเป็นกองทัพน้อย ๆ อยู่ในแห่งเดียวกัน
   
อนึ่งในงบประมาณฉะบับแรกนั้นข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งนายกราซีกะประมาณการก่อรากให้มั่นคงแข็งแรงทานน้ำหนักตึกได้ตั้งแต่ ๓ ถึง ๔ ชั้น
แม้นว่าถ้าจะเติมขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เงินที่จะต้องเพิ่มขึ้นก็ไม่มากมายเท่าใดนัก ข้าพระพุทธเจ้ามีความเห็นว่า จะทำเป็นสามชั้นเสียทีเดียวจะดีกกว่า"
เมื่อเจ้าหมื่นไวยวรนารถได้กราบบังคมทูลชี้แจงเรื่องราวครบถ้วน ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทอดพระเนตรงบประมาณ และแปลนที่ได้สะเก็ดมาแล้ว
จึงมีพระราชดำรัสตอบว่า "ตามข้อความที่เจ้าชี้แจงมานั้น ข้าก็มีความเห็นชอบทุกประการ เพราะฉะนั้นข้าจำเป็นที่จะต้องช่วยเจ้าให้สำเร็จตามความคิดอันนี้
ดีละเป็นอันตกลงกันตามความของเจ้าทุกประการ"
ที่ซึ่งสร้างเป็นโรงทหารหน้านี้โดยกว้าง ๓ เส้น ๑๐ วา ยาว ๕ เส้น ทางข้างหน้ามีมุข ๓ ชั้น ๆ ล่างเป็นที่ฝึกหักการฟันดาบ ชั้นกลางเป็นที่ประชุม
นายทหาร ชั้นบนเป็นที่เก็บสรรพศัสตราวุธ และทั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเครื่องทหารต่าง ๆ ด้วย และมีประตูใหญ่สองข้าง มีห้องทหารคอยเหตุ และรักษายาม
ทั้งสองข้าง ด้านหน้าชั้นล่างเป็นคลังเก็บเครื่องครุภัณฑ์และยุทธอาภรณ์ ชั้นกลางเป็นที่ประชุมนายทหาร ชั้นบนเป็นห้องสำหรับนายทหารอยู่ และแบ่งเป็น
ห้องสำหรับพลทหาร ในกองร้อยหนึ่งมีห้องสำหรับนายทหารอยู่ห้องหนึ่งทุก ๆ กองไป ด้านขวาชั้นล่างเก็บปืนใหญ่ ชั้นบนเป็นที่อยู่ของทหารปืนใหญ่
โรงข้างโรงช้างนั้นเดิมเป็นโรงม้าหลวงชั้นนอกชั้นเดียว ครั้นจะรื้อทำใหม่ทั้งหมดก็จะเปลืองพระราชทรัพย์มากไป จึงให้แก้ไขโรงม้าเก่าให้เป็น ๒ ชั้นขึ้น
ชั้นล่างให้ม้าอยู่ ชั้นบนให้ทหารม้าอาศัย โรงใหญ่ข้างขวาแบ่งเป็นห้องนายแพทย์ทหารและโรงพยาบาลทหาร ถัดโรงใหญ่นั้นเป็นโรงฝึกหักม้า
เพราะในเวลานั้น
ก็ได้สั่งม้าเทศ ซึ่งได้หัดแล้วบ้าง ยังบ้าง ม้ามาจากเกาะออสเตรเลียมีจำนวน ๓๕๐ ม้าเศษ ทั้งมีนายอัศวแพทย์, ผู้ฝึกหักม้าและช่างทำรองเท้าม้าเข้ามาอยู่ด้วย
พร้อมโรงใหญ่ชั้นล่างทำเป็นโรงไว้ม้าและรถพระที่นั่ง สำหรับเมื่อมีการจะเสด็จพระราชดำเนินโดยด่วนในที่ใด ๆ ก็ทรงรถพระที่นั่งและม้าเทศเหล่านี้
ด้านซ้ายต่อจากโรงทหารใหญ่ ถึงหอนาฬิกาที่หอนั้นเป็นที่เก็บเครื่องสนามและเครื่องยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ ชั้นล่างเป็นที่สำหรับสูบน้ำขึ้นบนถึงสูง และเป็นโรงงาน
ทหารช่างต่าง ๆ ที่หอนาฬิกาชั้น ๓ เป็นถึงเหล็กใหญ่สำหรับเก็บน้ำใส และเปิดใช้น้ำนี้ได้ทั่วโรงทหารทั้ง ๓ ชั้น เพราะมีแป๊บฝังอยู่ตามฝาผนังทั้ง ๓ ชั้น
บันไดใหญ่ทุก ๆ บันไดทำห้องสำหรับถ่ายปัสสาวะ บันไดละ ๒ ห้องทุก ๆ ชั้น และมีท่อน้ำไหลมาสำหรับชะล้างไม่ให้มีกลิ่นเหม็นด้วย ที่ตามมุมสนามหญ้า
สำหรับฝึกหัดทหารนั้น มีที่สำหรับถ่ายปัสสาวะทุกสี่มุม ๆ หนึ่งมีที่ถ่ายสำหรับ ๔ คน กับตั้งโรงสูบน้ำขึ้นที่ท่าช้าง มีเครื่องสูบน้ำด้วยสะตรีมประจำอยู่สองเครื่อง
ถ้าถึงฤดูน้ำเค็มก็สูบน้ำขึ้น เวลาน้ำลงงวดน้ำที่สูบมานี้ไหลมาตามท่อต่าง ๆ ซึ่งมีขนาดกว้าง ๘ นิ้ว ริมถนนใหญ่รอบโรงทหารได้ปลูกกอไม้ไผ่สีสุกทั้ง ๓ ด้าน
เพื่อป้องกันแสงแดดที่จะส่องเข้ามาถึงเฉลียงรอบโรงทหารชั้นใน กับบริเวณโรงทหารนั้น มีสระอาบน้ำสำหรับทหารอาบน้ำและหัดว่ายน้ำหนึ่งสระ
ต่อสระมามีฉางสำหรับเก็บเข้าสาร ทำไว้เป็นห้อง ๆ เพื่อเข้าสารเก่าแล้วก็ใช้ไปเสียก่อนเอาเข้าสารใหม่เพิ่มเติมเข้ามาเก็บไว้ ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปเช่นนี้เสมอ
ฉางเข้านี้คิดทำขึ้น ก็เพื่อที่จะทำไว้แทนฉางเข้าเก่าในพระนครซึ่งได้รื้อออกเสียนั้น ต่อห้องเก็บเข้าไปอีกหลังหนึ่ง ก็เป็นครัวใหญ่สำหรับทำอาหารเลี้ยงทหารทั่วไป
ใต้ครัวลงไปอีกขุดเป็นบ่อลึกก่อเป็นสามห้อง ชั้นล่างเป็นโพรงเพื่อเก็บน้ำที่กรองใสแล้ว สำหรับสูบขึ้นถึงดังกล่าวมาแล้ว ส่วนที่แบ่งเป็นสามห้องนั้น
ชั้นล่างที่สุดใช้อิฐย่อยก้อนเล็ก ๆ โรยรองเป็นพื้นเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วเอาเศษผงถ่านย่อย ๆ โรยทับเป็นชั้นที่ ๒ ชั้นที่ ๓ ใช้เม็ดทรายหยาบโรยทับถ่าน ชั้นที่ ๔
ทรายบางพูดอย่างเมล็ดละเอียดโรยทับไว้ข้างบนหนามาก เมื่อสูบน้ำขึ้นที่ท่าช้างแล้วน้ำก็ไหลผ่านมาในห้องกรองนี้ก่อนจนเป็นน้ำใส แล้วก็สูบขึ้นสู่ถังสูงนั้น
สิ่งของที่กล่าวมาทั้งนี้ยังปรากฏทั้งสิ้น ทั้งที่ท่าช้างก็ยังมีท่อโผล่อยู่ข้างสะพานจนทุกวันนี้ ชั้นที่ ๔ เป็นหอนาฬิกามีหน้าปัดนาฬิกาสองทาง การที่ทำนาฬิกาขึ้นนี้
เพราะมีความประสงค์จะให้เป็นการทานแก่มหาชนซึ่งสัญจรไปมาให้รู้เวลาได้ทั่วถึงกัน ชั้นที่ห้า เป็นที่ทหารยามรักษาเหตุการณ์ กับมีเครื่องโทรศัพท์
พร้อมเครื่องฉายไฟฟ้าอยู่บนนั้นด้วย
เดิมเมื่อโรงทหารหน้านี้ยังสร้างไม่แล้ว ที่ว่าการของกรมทหารหน้า ยังตั้งอยู่ที่หอบิลเลียด ณ วังสราญรมย์ กับโรงครัวที่เลี้ยงทหาร ซึ่งตั้งอยู่
ริมถนนเฟื่องนครนั้นก็รวมอยู่ด้วย โรงครัวเวลานี้ ก็ได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนนายร้อย ที่หน้าวัดราชประดิษฐ์นั้น ได้ทำเป็นโรงใหญ่สำหรับฝึกกายกรรม
ครั้นเมื่อกรมทหารหน้าได้ยกไปอยู่ที่กรมยุทธนาธิการ ซึ่งสร้างขึ้นใหม่นั้นแล้ว ก็ยังคงโรงครัวเก่าเลี้ยงพลทหารหน้าต่อไปอีก พลทหารที่จะมารับประทานอาหาร
ต้องเดินไกล ผู้บัญชาการจึงทำให้เป็นสะพานหก ข้ามมาจากยุทธนาธิการจนถึงโรงครัว เพื่อตัดทอนหนทางให้สั้น
สะพานหกนี้ได้เปิดให้ทหารเดิน
แต่ขณะที่จะมารับประทานอาหารเท่านั้น สะพานนี้ได้ใช้มาหมดเวลาที่เจ้าหมื่อไวยวรนารถได้เป็นผู้บังคับการทหารหน้าอยู่เท่านั้น
ครั้นเมื่อตั้งกรมยุทธนาธิการ
เป็นระเบียบเรียบร้อยดีแล้ว จึงได้รื้อโรงครัวนั้นสร้างเป็นโรงเรียนนายร้อย ตลอดมาจนกาลปรัตยุบันนี้

|