เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ร่วมแถลงผลการตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพบกของ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงและกำลังพล ให้การต้อนรับ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับฟังการบรรยายสรุป พร้อมมอบนโยบายและข้อเน้นย้ำในการเตรียมความพร้อมของกองทัพบกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงและภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวถึงการกลับมายังกองทัพบกด้วยความรู้สึกผูกพันว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจ เปรียบเสมือนการได้ “กลับมาบ้าน” แม้วันนี้จะมาปฏิบัติหน้าที่ในเครื่องแบบข้าราชการการเมือง แต่ความเป็นทหารยังคงอยู่เสมอ พร้อมกล่าวว่า “สีเขียวยังติดหนังหัวผมอยู่” และยืนยันความเชื่อมั่นในกองทัพบกและกำลังพล ซึ่งเป็นอาชีพที่พร้อมเสียสละเพื่อประเทศชาติได้แม้กระทั่งชีวิต
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำว่า สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ภัยคุกคามไม่ได้เริ่มต้นจากพื้นที่ชายแดนหรือการใช้กำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่อาจ “เริ่มต้นจากจอมือถือในมือของประชาชน” เนื่องจากสังคมข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเป็นทั้งผู้รับและผู้ส่งสาร ขณะที่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ รวมถึงความคิดเห็นที่ถูกนำเสนอเสมือนเป็นข้อเท็จจริง สามารถแพร่กระจายและส่งผลต่อการรับรู้และความเชื่อของสังคมได้ในเวลาอันสั้น
ยกระดับการสื่อสาร ๓ เรื่องสำคัญ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงกำชับให้กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพยกระดับการสื่อสารและการรับมือภัยคุกคามด้านข้อมูลข่าวสาร โดยเร่งดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ประการแรก จัดให้มีแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เพียงหนึ่งเดียว (Single Source of Truth) เพื่อให้เมื่อเกิดสถานการณ์ด้านความมั่นคง ทุกหน่วยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างรวดเร็วว่า อะไรจริง อะไรไม่จริง และข้อมูลใดสามารถเปิดเผยต่อประชาชนได้ โดยทุกหน่วยต้องยึดข้อเท็จจริงชุดเดียวกันและสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนและความสับสนที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
ประการที่สอง ยกระดับความรู้เท่าทันข้อมูลและดิจิทัล (Information & Digital Literacy) ของกำลังพลทุกระดับ ให้สามารถรับมือกับข่าวปลอม (Fake News) ภาพหรือเสียงปลอมจากปัญญาประดิษฐ์ (Deepfake) การหลอกลวงทางสังคม (Social Engineering) และภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Threat) รวมถึงสร้างความตระหนักด้านการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติการ (Operational Security: OPSEC) ให้กำลังพลรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรเผยแพร่ ข้อมูลใดอาจส่งผลกระทบต่อภารกิจ และต้องปฏิบัติอย่างไรเมื่อพบข้อมูลที่น่าสงสัย โดยย้ำว่า ความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสารไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยประชาสัมพันธ์หรือหน่วยไซเบอร์เท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของกำลังพลทุกคน
ประการที่สาม ปรับจากการสื่อสารเชิงรับ (Reactive Communication) ไปสู่การสื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ไม่รอให้เกิดข่าวปลอมหรือความเข้าใจผิดแล้วจึงออกมาชี้แจง แต่ต้องสื่อสารข้อเท็จจริงที่สามารถเปิดเผยได้อย่างสม่ำเสมอ สร้างความเข้าใจล่วงหน้า และสะสมความน่าเชื่อถือก่อนเกิดสถานการณ์วิกฤต
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสรุปหลักสำคัญว่า “ข้อมูลต้องจริง คนต้องรู้เท่าทัน และการสื่อสารต้องนำสถานการณ์” เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ลดพื้นที่ของข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน และสร้างความเชื่อมั่นว่า เมื่อเป็นข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมและกองทัพ ประชาชนสามารถเชื่อถือได้
ทบทวนโครงสร้างจากบทเรียนการรบ–ขีดความสามารถต้องตอบภัยคุกคามจริง
อีกประเด็นสำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เน้นย้ำให้กองทัพนำ บทเรียนจากการสู้รบที่ผ่านมา สถานการณ์ตามแนวชายแดน ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก มาศึกษาและวิเคราะห์อย่างจริงจัง เพื่อประเมินว่าโครงสร้าง ภารกิจ และขีดความสามารถที่มีอยู่ สามารถรองรับภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคตได้เพียงพอหรือไม่
โดยเฉพาะเทคโนโลยีและขีดความสามารถที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในสนามรบสมัยใหม่ อาทิ ระบบอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Systems: UAS) ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Counter-UAS) สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW) ไซเบอร์ (Cyber) การข่าวกรอง การเฝ้าตรวจและลาดตระเวน รวมถึงการปฏิบัติการในมิติข้อมูลข่าวสาร ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติการทางทหาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า “โครงสร้างของกองทัพต้องตอบภัยคุกคาม ไม่ใช่ให้ภัยคุกคามมาปรับเข้ากับโครงสร้างที่เรามีอยู่” หากบทเรียนจากการปฏิบัติจริงสะท้อนถึงความจำเป็นในการมีขีดความสามารถใหม่ ให้พิจารณาทั้งการปรับภารกิจ ปรับโครงสร้าง หรือ พิจารณาจัดตั้งหน่วยใหม่ โดยต้องมีเหตุผลและภารกิจรองรับอย่างชัดเจนว่า จัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือภัยคุกคามใด ต้องมีขีดความสามารถอะไร และจะเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการของกองทัพอย่างไร โดยไม่ใช่เพียงการเพิ่มโครงสร้างหรืออัตรากำลัง
พร้อมกันนี้ ให้ความสำคัญกับบทเรียนและข้อเสนอจากกำลังพลผู้ปฏิบัติงานจริง เนื่องจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่เป็นผู้ที่ทราบดีที่สุดว่า ขีดความสามารถใดมีเพียงพอ สิ่งใดยังขาด และอะไรคือสิ่งจำเป็นต่อทั้งความสำเร็จของภารกิจและความปลอดภัยของกำลังพล
“เราไม่ควรเตรียมกองทัพในวันนี้ เพื่อไปรบกับสงครามของเมื่อวาน อะไรที่ยังจำเป็นต้องทำให้เข้มแข็ง อะไรที่ซ้ำซ้อนต้องทบทวน อะไรที่ขาดต้องเติมให้ครบ และขีดความสามารถใหม่ที่จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าว
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต้องนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำเป้าหมายสำคัญ คือ การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยเห็นว่าภาคเอกชนไทยมีศักยภาพและขีดความสามารถสูง จึงต้องเชื่อมโยงความต้องการของกองทัพกับศักยภาพของภาคเอกชน สนับสนุนการวิจัย พัฒนา การผลิต การซ่อมบำรุง และการต่อยอดเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
สถานการณ์ความมั่นคงในหลายภูมิภาคได้แสดงให้เห็นว่า แม้มีงบประมาณ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจัดหาอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ที่ต้องการได้ทันทีในวันที่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้น การพึ่งพาตนเองจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความมั่นคง ความพร้อมรบ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ
สำหรับการจัดหายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับ นโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset Policy) เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์กลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การร่วมผลิต การซ่อมบำรุง และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย
จัดหาให้ตรงความต้องการผู้ใช้จริง–มีแล้วต้องฝึกให้เชี่ยวชาญ
สำหรับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำว่า ต้องสอดคล้องกับภารกิจ ภัยคุกคาม ความจำเป็น และ ความต้องการของผู้ใช้จริง โดยต้องรับฟังหน่วยและกำลังพลที่จะนำยุทโธปกรณ์ไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจ
เมื่อจัดหาแล้วต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลสามารถใช้อาวุธและยุทโธปกรณ์ได้อย่างเชี่ยวชาญและเต็มขีดความสามารถ เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์จริงจะไม่มีเวลามาเริ่มเรียนรู้ใหม่ โดยย้ำว่า “อาวุธที่ดีที่สุดจะไม่มีความหมาย หากคนใช้ไม่สามารถใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญ”
ในช่วงท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ขอบคุณผู้บัญชาการทหารบก ผู้บังคับบัญชา และกำลังพลกองทัพบก พร้อมยืนยันว่า แม้ปัจจุบันจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการการเมือง แต่ยังมองตนเองเป็นทหารที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาทำหน้าที่เพื่อกองทัพและประเทศชาติ
“ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักการเมือง ผมเป็นทหารคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมคิดเสมอว่า ในชีวิตผมอาจมีโอกาสทำหน้าที่นี้เพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้น ทุกวันที่ผมยังมีโอกาสทำหน้าที่ ผมจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่ทำได้ผมจะทำ อะไรที่แก้ได้ผมจะแก้ และอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพ กำลังพล ประชาชน และประเทศชาติ ผมจะผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดหรือสวมเครื่องแบบใด ความเป็นทหารยังคงอยู่เสมอ